Database คืออะไร: Relational Database และ NoSQL ต่างกันอย่างไร
ฐานข้อมูลช่วยเก็บ ค้น และรักษาความถูกต้องของข้อมูล เปรียบเทียบแบบตารางสัมพันธ์กับโมเดลเอกสารตามรูปแบบการใช้งาน

Database คือระบบจัดเก็บและจัดการข้อมูลเพื่อให้แอปอ่าน เขียน ค้น และรักษาความถูกต้องได้ตามกฎ Relational Database จัดข้อมูลเป็นตารางที่สัมพันธ์กันและมักใช้ SQL ส่วน NoSQL เป็นกลุ่มฐานข้อมูลหลายชนิด เช่น Document, Key–Value และ Graph จึงไม่ควรพูดว่า NoSQL มีโมเดลเดียวหรือไม่มี Schema เสมอ
เลือกจากรูปแบบข้อมูลและงาน
ข้อมูลธุรกิจอย่างลูกค้า คำสั่งซื้อ และการชำระมักมีความสัมพันธ์และกฎความถูกต้องชัด ฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์ช่วยกำหนด Key, Constraint และ Transaction ได้ ส่วน Document Database อาจเหมาะกับข้อมูลที่อ่านเป็นชุดและโครงสร้างเปลี่ยนได้ตามชนิดเอกสาร แต่ยังต้องออกแบบ Schema และการตรวจข้อมูลตามรูปแบบการเข้าถึงจริง

ภาพที่ 1: รูปแบบเก็บข้อมูลควรตามความสัมพันธ์ กฎความถูกต้อง และคำถามที่ระบบต้องตอบ
ตัวอย่างสมมติ: ระบบคำสั่งซื้อ
ระบบต้องรู้ว่าคำสั่งซื้อเป็นของลูกค้าคนใด มีรายการสินค้าอะไร และชำระหรือยัง การแยกตารางและ Foreign Key ช่วยกันการอ้างลูกค้าที่ไม่มีอยู่ แต่ถ้าระบบมีเอกสารรายละเอียดสินค้าที่แต่ละประเภทมีคุณสมบัติต่างกันมาก อาจพิจารณาโมเดลเอกสารสำหรับส่วนนั้นได้ การเลือกไม่จำเป็นต้องเป็นศาสนาว่าทั้งระบบใช้แบบเดียว
ข้อควรระวัง
“NoSQL เร็วกว่า” และ “SQL ขยายไม่ได้” เป็นคำกล่าวกว้างเกินจริง ประสิทธิภาพขึ้นกับข้อมูล Query, Index, โครงสร้าง และการปฏิบัติการจริง ควรเริ่มจากกฎข้อมูลและทดสอบเส้นทางที่สำคัญ ก่อนเพิ่มความซับซ้อนของหลายฐานข้อมูล
สำหรับรายงาน
แสดง Entity หลัก ความสัมพันธ์ งานอ่าน/เขียน และข้อกำหนดความถูกต้อง เปรียบเทียบทางเลือกด้วยเกณฑ์เดียวกัน พร้อมระบุว่าเป็นข้อเสนอหรือผลจากการทดลองจริง ถ้าใช้คำว่า NoSQL ให้ระบุชนิดที่หมายถึง ไม่เหมารวมทุกฐานข้อมูล
อ่าน ER Diagram และ Transaction กับ ACID หรือดู บริการระบบหลังบ้าน
วิเคราะห์กรณีศึกษาเพื่อนำไปเขียนรายงาน
ลองกำหนดกรณีศึกษาเป็น ระบบขายที่มีลูกค้า Order และสินค้าที่ข้อมูลสัมพันธ์กัน และเขียนขอบเขตให้ชัดว่ามีผู้ใช้กลุ่มใด ข้อมูลใดเข้าสู่ระบบ และต้องการผลลัพธ์อะไร เริ่มจากสภาพก่อนพัฒนา แล้วอธิบายการตัดสินใจที่บทความนี้เกี่ยวข้องโดยใช้ตัวอย่างข้อมูลหรือเหตุการณ์ที่สมมติขึ้นอย่างระบุว่าเป็นตัวอย่าง การกำหนดขอบเขตเช่นนี้ช่วยให้ผู้อ่านแยกหลักการทั่วไปออกจากข้อเท็จจริงของโครงการได้
หลักฐานที่ควรแสดงคือ แบบข้อมูลตัวอย่างใน relational table และ document ควรอธิบายสัญลักษณ์ คำย่อ หรือเงื่อนไขในหลักฐานนั้นให้ผู้อ่านที่ไม่อยู่ในทีมเข้าใจ และบอกว่ามันเชื่อมกับ Requirement ข้อใด ถ้ามีหลายทางเลือก ให้ระบุเหตุผลที่เลือกทางหนึ่งและผลกระทบต่อผู้ใช้ ทีมพัฒนา หรือผู้ดูแลระบบ แทนการเขียนเพียงว่าใช้แนวทางที่ “ดีที่สุด” โดยไม่มีเกณฑ์เปรียบเทียบ
เกณฑ์ประเมินตัวอย่างคือ ประเมิน Query ที่ต้องใช้ ความถูกต้อง และการเปลี่ยน schema ส่วนข้อจำกัดที่ต้องระบุคือ NoSQL ไม่ได้หมายถึงไม่มีความสัมพันธ์หรือไม่มีข้อบังคับทั้งหมด หากยังไม่ได้ทดลองกับผู้ใช้หรือข้อมูลจริง ให้เขียนว่าเป็นข้อเสนอเชิงออกแบบ ไม่สรุปเป็นผลที่พิสูจน์แล้ว การมีทั้งเกณฑ์และข้อจำกัดช่วยให้รายงานตรวจสอบเหตุผลได้ และเปิดทางให้ผู้อื่นนำกรณีเดียวกันไปทดสอบซ้ำในบริบทของตน
แหล่งข้อมูลประกอบ
- PostgreSQL: Tutorial — แนวคิดฐานข้อมูลเชิงสัมพันธ์และ SQL
- MongoDB: Data Modeling — แนวคิดโมเดลเอกสารและรูปแบบการเข้าถึง